วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า
รูป แสดงการทำอุตสาหกรรมเหล็ก

อุตสาหกรรมเหล็กกล้า เป็นลักษณะของอุตสาหกรรมเหล็กที่สำคัญของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งในปัจจุบันนี้เหล็กเป็นที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆด้าน ยกตัวอย่างเช่น การก่อสร้าง วิศวกรรม การคมนาคมขนส่ง และเครื่องใช้สอยต่างๆ เป็นต้น
ลักษณะการผลิตเหล็กกล้า
การผลิตเหล็กกล้า เป็นกระบวนการผลิตที่นำเศษเหล็กมาถลุง ทำให้จำนวนเหล็กหลอมที่ต้องการมีจำนวนน้อยลง ถ้าเกิดนำเหล็กหลอมมาละลายใหม่แล้วนำไปเทลงในแม่แบบ ให้มีรูปร่างต่างๆตามที่ต้องการ ซึ่งเหล็กกล้านั้นมีคุณสมบัติเป็นโลหะผสมระหว่างเหล็กและคาร์บอน มีความเหนียวและทนทานใช้สำหรับทำแหนบ สปริง และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเหล็กกล้า
1.วัตถุดิบ เช่น สินแร่เหล็ก
2.เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหินและถ่านโค้ก
3.น้ำ
4.อากาศ
แหล่งผลิตเหล็กกล้าของโลก
1.ในสหรัฐอเมริกาสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 เขตคือ
-พิททัสเบริก
-ทะเลสาบทั้งห้า
-ย่านอุตสาหกรรมทางด้านตะวันตก
-เบอร์มิงแฮม
2.ญี่ปุ่น ได้เริ่มผลิตเหล็กกล้ามาได้ไม่นานมานี่เอง
3.จีน
4.อินเดีย



ที่มา

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การสิ้นสุดของภูมิศาสตร์ภูมิภาค

ข้อเสียเปรียบของภูมิศาสตร์ภูมิภาค คือมีการยอมรับกันน้อยมากเกี่ยวกับลักษณะหรือแม้แต่วิธีการบันทึกในแต่ละตำรา เพราะว่าแม้แต่ตำราในประเทศฝรั่งเศสก็ยังคงมีความแตกต่างจากประเทศอังกฤษ ส่วนในเยอรมันก็ยังคงมีการโต้แย้งกันระหว่างผู้สนับสนุนตามแนวคิดของเฮตเนอร์และชลูเตอร์ ซึ่งก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในช่วงปี 1939-1945 ก็สามารถถือได้ว่าเป็นช่วงพลิกผันของสาขาวิชาภูมิศาสตร์ สงครามที่ขยายแผ่วงกว้างออกไปทั่วโลกตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงเอเซียตะวันออกก็ทำให้เกิดโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆสำหรับนักภูมิศาสตร์ที่จะทำได้
นักภูมิศาสตร์ในช่วงสงคราม
สงครามสิ้นสุดในช่วงสำรวจทางภูมิศาสตร์ของเทเลอร์ได้บรรยายถึงความเฟื่องฟูของภูมิศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสงครามถึงความต้องการทางด้านแผนที่และรายละเอียดด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศที่เป็นสมรภูมิ ในทางตรงกันข้ามกันของแอกเกอร์แมน ได้แย้งว่านักภูมิศาสตร์ชาวอเมริกันทำการสำรวจเพื่อผลทางการทหาร แต่ว่าผลงานที่ได้กลับมีข้อมูลที่สามารถใช้ในทางทหารได้ไม่มากนักกับพื้นที่ในส่วนอื่นๆของโลกยิ่งไปกว่านั้นคือความล้มเหลวของนักภูมิศาสตร์ชาวอเมริกันยังมีอุปสรรคของการหาข้อมูลทางด้านภาษา และขาดความเข้าใจในการศึกษาทั้งเชิงหัวข้อและเชิงระบบ ฮูโชเฟอร์มีความคิดเห็นทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบต่อความคิดแบบสังคมนิยม คือจะสนับสนุนความคิดในการขยายอาณาเขตของเยอรมันและการก่อตั้งรัฐ Pan-German แต่ไม่ค่อยยอมรับความคิดเห็นเรื่องเชื้อชาติของนาซี พาเตอร์สัน ได้ชี้ถึงปัญหาอื่นของการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาคไว้อีก 4 ประการคือ
-                   ความเป็นไปได้ตามหลักการที่จะสามารถใช้เพียงตัวอักษรเป็นเครื่องมือในการอธิบายภูมิภาคให้ได้อย่างสมบูรณ์
-                   ปัญหาในการหาระดับที่เหมาะสมของการกำหนดกฎเกณฑ์ทั่วไป
-                   ขาดการศึกษาในรายละเอียด
-                   มีข้อจำกัดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาค
ภูมิภาคกับการบรรยายลักษณะเฉพาะและกฎเกณฑ์ทั่วไป
ฮอลส์ มีข้อแย้งว่า ข้อสนับสนุนด้านความรู้ในทางภูมิศาสตร์กับภาพรวมของวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความคล้ายกัน คือ 1.การรับรองถึงเรื่องความแตกต่างในลักษณะต่างๆของภูมิประเทศ  2.ความแตกต่างกันของการแบ่งพื้นที่ที่มีลักษณะเหมือนกันตามระดับความมากน้อย ปัญหาที่เกิดขึ้นกับภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่นั้น เป็นเพราะรูปแบบของวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ที่ยอมรับมากกว่าโดยการสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายมากกว่าการที่จะใช้การอธิบายเฉพาะกรณี แชเฟอร์ อ้างว่าภูมิศาสตร์ควรได้รับการยอมรับในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่ออธิบายถึงคุณลักษณะของพื้นผิวโลกในรูปแบบต่างๆ ที่มีความถูกต้องแน่นอน โดยวัตถุประสงค์นั้นแตกต่างกันกับของฮอร์ทชอร์น
การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของวิชาภูมิศาสตร์
ในช่วงที่สามของศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงศตวรรษที่นักภูมิศาสตร์กำลังแสวงหาหนทางในการสร้างแบบอย่างพื้นฐานเพื่อที่จะนำไปสู่โครงสร้างวิชาภูมิศาสตร์สมัยใหม่ จึงทำให้มีอิทธิพลเกิดขึ้นมากมายหลายมุมมองต่างๆจากชุมชนวิทยาสาสตร์ที่เกี่ยวทัศนคติ และความเห็นจากนักปฎิบัติจากสาขาวิชาอื่นๆเหล่านี้นำมาสู่ความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เชิงวิชาการของการตีพิมพ์หนังสือ On the original of Species ของชาร์ล ดาร์วิน นับได้ว่ามีผลอย่างมากต่อความรู้และความคิดทางภูมิศาสตร์  ในขณะที่อิทธิพลทางความคิดทางด้านชีววิทยาทั้งหลายที่มีผลต่อแนวคิดทางภูมิศาสตร์ของชาร์ล ดาร์วิน ในช่วงศตวรรษที่ 20 นับได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ก็เลยทำให้นักภูมิสาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19 หลายคนได้เลือกสรรเอาเฉพาะส่วนของแนวคิดของดาร์วินที่ได้นำเสนอไว้มาประกอบในเนื้อหาสาระของวิชาการใหม่ของพวกเขา เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการวิจัยและการเรียนการสอนในรายวิชาภูมิศาสตร์ 3 ประเด็นหลักคือ
-                   ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
-                   ความเข้าใจกระบวนการกายภาพ
-                   การใช้ภูมิภาคเป็นกรอบวิชาภูมิศาสตร์
มนุษย์กับสิ่งแวดล้อมของช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เริ่มศตวรรษที่ 20 วิชาภูมิศาสตร์ได้นำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเข้ามา โดยเน้นแนวคิดอยู่  2 แนวคิดหลักคือ 1.แนวคิดยอมรับว่าสภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด 2.แนวคิดยอมรับว่าสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นไปได้ การแบ่งภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่มีการซ้อนทับของสิ่งต่างๆ ที่นักภูมิศาสตร์และนักธรณีวิทยาให้ความสนใจ ได้มีการสร้างความกระจ่างชัดขึ้นมาทั้งในสหราชอาณาจักรและในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการแบ่งแยกที่ตายตัวไม่ยืดหยุ่นระหว่างภูมิศาสตร์กายภาพกับภูมิศาสตร์ทางด้านมนุษย์ได้รับการจัดการให้เกิดความกระจ่างชัดเพิ่มมากขึ้น โดยมีนายกสมาคมนักภูมิศาสตร์อเมริกัน คือ ฮาร์ลาน เฮชบาร์โรวส์ ได้กล่าวนำต่อสมาชิกของสมาคมเมื่อปี ค.. 1922 ว่าภูมิศาสตร์เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับนิเวศวิทยามนุษย์ ซึ่งมีจุดประสงค์ในการแสดงความสัมพันธ์อันชัดเจนระหว่างสิ่งแวดล้อมธรรมชาติกับการกระจายตัวของกิจกรรมมนุษย์ จากการกล่าวครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงการแยกออกจากภูมิศาสตร์กายภาพได้โดยสิ้นเชิง สำหรับภูมิภาคนั้นเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการวิเคราะห์และค้นหาคำตอบทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นความพยายามอย่างมากของซาวเออร์ที่จะนำเอาภูมิศาสตร์ทางด้านกายภาพและภูมิศาสตร์ทางด้านมนุษย์มารวมกัน โดยการเรียนวิชาภูมิทัศน์ แนวทางการศึกษาภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่ก่อตั้งขึ้นในยุโรปในช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 นั้นเป็นภูมิศาสตร์ภูมิภาคที่มีความหลากหลายในระหว่างประเทศและเป็นเวลาที่ยาวนาน และสุดท้ายคือบริบทเชิงสถาบันของวิชาภูมิศาสตร์ที่ก่อตั้งตามแบบของวาเรนเนียสในศตวรรษที่ 17 มีประเด็นหลักที่สำคัญ 3 ประการคือ      - การบรรยายเชิงภูมิภาค
-                   ลักษณะของภูมิศาสตร์ในฐานะวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง
-                   การสร้างกรอบแนวคิดเพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อม
วิชาภูมิศาสตร์ทั้งหมดจะประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปทุกอย่างแต่ว่าภูมิศาสตร์ภูมิภาคก็กลับต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหลากหลาย ซึ่งในส่วนใหญ่จะระบุว่าภูมิศาสตร์ภูมิภาคมีความล้มเหลวในการกำหนดสถานะสำหรับศึกษาภูมิศาสตร์เชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของวิชาภูมิศาสตร์กายภาพที่มีการบรรยายออกห่างไปจากวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ

ที่มา http://tc.mengrai.ac.th/punnapa/socal/new_page_5.htm

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การเกษตรกรรมเพื่อการค้า



การเกษตรกรรมเพื่อการค้ามีปัจจัยที่สนับสนุนอยู่ 3 ประการคือ

1.ปัจจัยทางด้านกายภาพ ได้แก่

     1.1 ด้านบรรยากาศภาค ซึ่งได้แก่ ภูมิอากาศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากในการทำกิจกรรมด้านการเกษตร เพราะจะเป็นตัวสำคัญในการจำแนกชนิดของการเกษตรในแต่ละพื้นที่ ภูมิอากาศยังประกอบประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
               - อุณหภูมิที่เหมาะสมจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตในพืช
               - ปริมาณน้ำฝน พืชในแต่ละประเภทมีความต้องการปริมาณน้ำฝนที่แตกต่างกัน
               - ลม
     1.2 ด้านธรณีภาค ซึ่งได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ความสูง ความลาดชันและความทุรกันดารของแต่ละพื้นที่ล้วนแล้วแต่มีอุปสรรคต่อการทำเกษตรทั้งนั้น
     1.3 เนื้อดิน ประกอบไปด้วยอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุต่างๆ แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ในการทำการเกษตร
     1.4 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของกิจกรรมการเกษตรในแต่ละประเภท
     1.5 ด้านชีวมณฑล การเพาะปลูกพืชในแต่ละชนิดอาจถูกรบกวนจากวัชพืช แมลง ซึ่งทำให้พืชผลได้รับความเสียหายก่อนการเก็บเกี่ยวได้

2.ปัจจัยทางสังคม ซึงเป็นค่านิยมทางสังคมที่ถือปฎิบัติสืบต่อกันมาของการทำการเกษตรกรรม ได้แก่
               - รูปแบบการเพาะปลูก
               - ชนิดของพืชที่จะนำมาเพาะปลูก
               - การถือครองที่ดิน
               - ชนิดของสัตว์เลี้ยงและลักษณะของการเลี้ยงสัตว์

3.ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ จะประกอบไปด้วย
               - ด้านราคาของผลผลิตทางการเกษตร เป็นตัวส่งเสริมการผลิตที่สำคัญ
               - ด้านการตลาด เกี่ยวข้องกับการจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร
               - นโยบายของรัฐ การผลิตจะมีประสิทธิภาพและได้ผลดี หรือบางครั้งอาจจะได้รับผลกระทบ ย่อมขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากรัฐบาลในด้าน เงินลงทุนช่วยเหลือ และการประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร เป็นต้น



แหล่งที่มา
http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=183&s=tblplant


วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างในการเขียนประโยคในภาษาอังกฤษ

โครงสร้างในการเขียนประโยคจะแบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ
1. Topic คือ หัวข้อเรื่องของประโยคที่จะเขียนออกมา
ยกตัวอย่างเช่น             - Rose
            - Thailand
- Rayong
- My favorite sport
-My car
2. Main idea คือ ข้อความหรือประโยคที่แสดงความคิดรวบยอดของประโยคเพื่อที่จะบอกว่าประโยคที่จะเขียนออกมา นั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Topic sentence
Topic sentence ที่ดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ
1.เป็นประโยคที่อธิบายความคิดหลักปรากฏเพียงประโยคเดียวเท่านั้นในประโยค
2. มีความชัดเจน
3. ใช้คำได้ตรงความหมายที่ต้องการสื่อมากที่สุด
4. แสดงสาระสำคัญของสิ่งที่ต้องการพูดในประโยค
ยกตัวอย่างเช่น             - Rose is the queen of flower.
- My favorite sport is Tennis.
- Rayong is an industrial city.
3. Statement คือ ประโยคที่จะนำมาเขียนเป็น  Main idea
Statement สามารถแบ่งออกเป็น  2 ชนิดคือ
1. Fact statement คือ เป็นประโยคที่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าเป็นความจริงหรือไม่จริง อย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น             - The moon is round.
- The Star Plaza hotel has 10 floors.
- The Chaopraya river is the longest in Thailand.
2. Opinion statement คือ เป็นประโยคที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าเป็นความจริงหรือไม่จริง หรือว่าเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียน
ยกตัวอย่างเช่น             - Bangkok is a beautiful city in Thailand.
- Ramkhamhang university is the best in the world.
4. Support sentence  คือ ประโยคที่ทำหน้าที่สนับสนุนความคิดหลัก
Support sentence สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดได้แก่
1. Major support sentenceคือ ประโยคที่ทำหน้าที่ช่วยอธิบายหรือสนับสนุน ความคิดหลักโดยตรงอย่างชัดเจน
2. Minor support sentenceคือ ประโยคที่ทำหน้าที่ช่วยอธิบายหรือสนับสนุน Major support sentence เพื่อทำให้ความคิดหลัก มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
5. Concluding Sentence  คือ ประโยคที่ทำหน้าที่สรุปใจความสำคัญทั้งหมดของเรื่องที่ผู้เขียนต้องการสื่ออกมา มักจะปรากฏอยู่ส่วนท้ายของประโยค
ที่มา  http://www.elearneasy.com/shows_news.php?news_id=3183

                                                                                                      

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

การตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย


ในประเทศไทยสำหรับที่อยู่อาศัยถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการดำรงชีวิต ซึ่งลักษณะของที่อยู่อาศัยของสังคมไทยก็จะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมความเชื่อถือต่างๆ
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่นั้นจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมจะต้องมีความจำเป็นอาศัยน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะปลูกพืชและอุปโภคบริโภค ตลอดจนมีความสำคัญทางด้านการคมนาคมขนส่ง เพราะที่ผ่านมาในอดีตเส้นทางที่สะดวกที่สุดในการคมนาคมขนส่งก็คือ ทางน้ำ เพราะฉะนั้นจึงมีการรวมกลุ่มการตั้งถิ่นฐานหมู่บ้านเกิดขึ้นตามบริเวณริมแม่น้ำ ลำคลอง หรือในบางครั้งก็เกิดหมู่บ้านขึ้นบริเวณริมทางที่คนเดินทางสัญจรไปมา เพราะในสมัยแต่ก่อนนั้นจะเป็นลักษณะทางเกวียนซึ่งมี ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นตัวลากจูง แต่สำหรับการเดินทางนั้นค่อนข้างใช้เวลามากพอสมควร ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดมุ่งหมายปลายทางได้ภายในวันเดียวก็เลยต้องมีการพักแรม ซึ่งในบริเวณที่พักแรมนั้นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นจะมาปลูกเพิงสำหรับขายของให้แก่ผู้ที่สัญจรผ่านไปมา  และเวลาต่อมามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นก็กลายเป็นหมู่บ้านเกิดขึ้น โดยมีสภาพภูมิทัศน์ด้านหลังของหมู่บ้านนั้นๆก็จะเป็นพื้นที่ไร่ นา เหมือนกับหมู่บ้านริมแม่น้ำลำคลอง ในบางพื้นที่นั้นหมู่บ้านอาจจะอยู่ไกลจากแม่น้ำลำคลอง แต่มีพื้นที่เป็นพื้นที่ดอน ชาวบ้านมักจะสร้างบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในบริเวณนั้น แต่จะมีพื้นที่นาอยู่ห่างไกลออกไป ในหมู่บ้านนั้นอาจจะมีสระน้ำ หรือบึงน้ำ บ่อน้ำ ไว้ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค ส่วนน้ำที่จะนำมาใช้ในการทำเกษตรนั้นจะอาศัยจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และลักษณะของการตั้งหมู่บ้านของประเทศไทยอีกประเภทหนึ่งก็คือ เป็นการตั้งหมู่บ้านที่เกิดจากการรวมตัวกันของบ้านเรือนหลายๆหลัง ซึ่งแต่ละหลังนั้นจะอยู่ห่างไกลกันออกไป บ้านเรือนส่วนใหญ่นั้นมักจะตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ไร่นาของตนเอง
เพราะฉะนั้นหมู่บ้านในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทคือ
1.หมู่บ้านริมแม่น้ำลำคลอง
2.หมู่บ้านริมเส้นทางคมนาคม
3.หมู่บ้านแบบรวมกลุ่ม
4.หมู่บ้านแบบกระจัดกระจาย

ที่มา: http://www.chaiwbi.com/0drem/web_children/2547/475102/03-1.html

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic)

คำว่า เศรษฐกิจ นั้นหมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ทุกคน ซึ่งจะประกอบไปด้วย การผลิต (Production) การแลกเปลี่ยน (Exchange) การบริโภค  (consumption) และการกระจาย (Distribution)  โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้วทำธุรกิจการค้าเพื่อมุ่งหวังการมีกำไร รายได้ จึงก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมา ทุกคนต้องทำหน้าที่เพื่อการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งเป็นความต้องการแบบที่ไม่จำกัดขอบเขตในขณะที่สินค้าและบริการต่างๆที่มนุษย์ต้องการนั้นมีอยู่จำนวนจำกัด
ดังนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Activity) ประกอบไปด้วยคือ
1.การผลิต (production) เป็นการกระทำต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อให้เกิดเป็นสินค้าและบริการขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งมีความต้องการที่ไม่มีขอบเขตจำกัด และสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตขึ้นมานั้นจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์มีอยู่ 2 ประเภท คือ ทรัพย์เสรี สินค้าสาธารณะ (Public goods) หรือสินค้าเสรีที่ได้เปล่า (free goods)
ขั้นตอนการผลิตนี้สามารถแบ่งออกได้ 3 ขั้นตอนดังนี้
                1.1การผลิตขั้นต้น (Primary production) เป็นขั้นตอนการผลิตที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่มีการดัดแปลหรือแปรสภาพ เช่น การทำเกษตร ทำป่าไม้ เป็นต้น
                1.2การผลิตที่สอง (Secondary production) เป็นกิจกรรมการผลิตที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าของวัตถุดิบที่ได้จากการผลิตขั้นต้น เพื่อให้มีคุณค่า และราคาสูงขึ้น
                1.3 การผลิตขั้นที่สาม(Tertiary production) เป็นกิจกรรมการให้บริการที่จะช่วยให้การจำหน่ายจ่ายแจกผลผลิตที่เกิดจากขั้นต้นและขั้นที่สองไปสู่มือผู้บริโภค ซึ่งต้องอาศัยการคมนาคมขนส่งเป็นตัวกลาง
2.การแลกเปลี่ยน (exchange) สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท
                /2.1 การแลกเปลี่ยนสถานที่  จะทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่ในการแลกเปลี่ยน
                2.2 การแลกเปลี่ยนเจ้าของ มูลค่าของสินค้าจะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการเป็นเจ้าของสินค้า เช่น การค้าปลีก การค้าส่ง เป็นต้น
3. การกระจาย(Distribution)  คือ การจำหน่ายสินค้า หรือบริการที่ผลิตขึ้นมาไปยังผู้บริโภค และการนำรายได้จากการจำหน่ายจ่ายแจกสินค้าหรือบริการนั้นๆ มาแบ่งสรรให้แก่เจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีส่วนร่วมในการผลิต
 สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1.             การกระจายสินค้าบริการ จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
2.             การกระจายรายได้ ให้แก่เจ้าของปัจจัยการผลิต
4.การบริโภค (consumption) เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจขั้นตอนสุดท้ายคือเป็นการใช้สินค้าและบริการตามความพึงพอใจของผู้บริโภคในแต่ละคน  สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะคือ
                4.1 การบริโภคโดยตรง คือ ตอบสนองความต้องการของร่างกาย
                4.2 การบริโภคทางจิตใจ คือ การบริโภคตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ
                4.3 การบริโภคทางอ้อม คือ การนำสินค้าและบริการไปสู่การผลิตอักกระบวนการหนึ่งซางจะสามารถนำมาตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจได้
แหล่งที่มา

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/sociology/10000-5602.html